Healthy Corner
Views  1323
การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

 

 

 

 

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ นำมาใช้กับผู้ป่วยก็ต่อเมื่อผู้ป่วยไม่มีโอกาสดีขึ้นด้วยการรักษาด้วยยา หรือการผ่าตัดอื่นใดแล้ว ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากหัวใจของผู้ป่วยเหล่านี้มีความเสียหายที่เกิดกับกล้ามเนื้อหัวใจค่อนข้างมากความสามารถในการบีบตัวน้อยลงมาก มีอาการหัวใจวายบ่อยมาก และเรื้อรัง หัวใจเต้นผิดปกติ ห้องหัวใจขยายใหญ่ ผู้ป่วยเหล่านี้จะทำงานไม่ได้ ออกแรงมากไม่ได้ มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะถึงแก่ชีวิตอย่างกระทันหัน

 

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ คือการผ่าตัดใส่หัวใจใหม่ เข้าไปในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจระยะสุดท้าย เพื่อใช้ทำงานแทนหัวใจเดิม ที่นิยมทำ ในปัจจุบัน คือใช้หัวใจของผู้ที่เสียชีวิตใหม่ๆ นำมาผ่าตัดใส่เข้าไปแทนที่หัวใจเดิมของผู้ป่วยทำสำเร็จเป็นครั้งแรก โดย นายแพทย์คริสเตียน เบอร์นาร์ด (Christian Bernard) ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ. 1967ต่อมาในปี ค.ศ. 1968มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และเอเชีย

 

การผ่าตัดในระยะแรกๆ ได้ผลไม่ดี เพราะขณะนั้นยังไม่มียากดภูมิคุ้มกันที่ดี จำเป็นต้องใช้ยาพวกสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนภายใน 1-2ปี หลังการผ่าตัดการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจจึงซบเซาไประยะหนึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1980มีผู้ค้นพบยาไซโคลสปอริน ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ดี มีผลข้างเคียงน้อย ทำให้การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ผลดีขึ้น จึงมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมากขึ้นปัจจุบันถือว่าการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน ปีหนึ่งๆ มีผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจประมาณ 3,000ราย จากศูนย์การแพทย์ทั่วโลกประมาณ 200แห่ง

 

โรคหัวใจที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพองโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคลิ้นหัวใจพิการระยะสุดท้าย โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิดผู้ที่จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการพิจารณาว่าไม่มีวิธีอื่นใดแล้ว และส่วนมากจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ปกติจะเลือกผู้ที่มีอายุไม่เกิน 60ปี ไม่มีโรคติดเชื้อหรือโรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ไม่มีโรคความดันโลหิตสูงในปอดที่สำคัญมีความเข้าใจในขบวนการผ่าตัด และยินดีที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

หัวใจที่จะนำมาใช้ต้องได้จากผู้ที่เสียชีวิตใหม่ๆ โดยอุบัติเหตุหรือโรคทางสมองที่มีการทำลายของแกนสมองจนสมองตายแล้ว มีอายุไม่เกิน 45ปี มีหมู่เลือดเดียวกับผู้ป่วย ไม่มีโรคหรือความผิดปกติทางหัวใจ และได้รับอนุญาตจากผู้ตาย หรือญาติของผู้ตายบริจาคให้

 

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ก็เหมือนการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะอย่างอื่น หรือที่เรียกว่าการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วย และญาติจะต้องเข้าใจ และยินยอม ที่จะรับการผ่าตัดตามที่แพทย์แนะนำก่อน ขั้นต่อไปจึงเป็นขั้นเตรียมการทั้งฝ่ายผู้ป่วยเอง และขั้นตอนการรับบริจาคหัวใจ

 

สำหรับผู้ป่วยเองจะต้องได้รับการตรวจเช็คร่างกายทุกระยะ มีการเตรียมพร้อมของร่างกาย ตลอดจนขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด สำหรับขั้นตอนการรับบริจาคหัวใจ ส่วนใหญ่แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้ประสานงานให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ซึ่งจะมีขั้นตอน และระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อหาหัวใจที่มีคนบริจาคและจะเข้ากันได้กับของผู้ป่วย

 

การผ่าตัดใช้เวลาทั้งวัน เพราะต้องเตรียมการตั้งแต่ติดต่อผู้บริจาค ขออนุญาตผู้บริจาค จนถึงลงมือผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 16-18ชั่วโมง แต่ช่วงที่ทำการผ่าตัดจริงๆ ตั้งแต่ลงมีดจนเย็บแผลใช้เวลาประมาณ 5ชั่วโมงเศษๆ ช่วงที่เอาหัวใจออกจากร่างกายประมาณ 3ชั่วโมง

 

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในปัจจุบันประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ดีขึ้น ยากดภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านน้อยลง การดูแลรักษาหลังผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจากสถิติของสมาคมผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจนานาชาติ พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมากกว่า 70%จะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 10ปี และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะดำรงชีวิตเหมือนหรือใกล้เคียงคนปกติเลยทีเดียว

 

เทคโนโลยีขณะนี้ก้าวหน้าไปมาก โดยสามารถช่วยให้คนมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้น ต่อไปในอนาคตอาจจะนำเอาหัวใจคนละประเภท คือ หัวใจจากสัตว์ เช่น หมู มาใส่ให้มนุษย์ก็ได้ ถ้าสามารถคิดค้นยาเพื่อไปกดสารในร่างกายที่ไปทำลายหัวใจจากคนละประเภทได้ ขณะนี้กำลังศึกษาว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้จะทำให้ลดปัญหาเรื่องหัวใจขาดแคลนได้มาก

 

เมื่อผ่าตัดแล้วผู้ป่วยจะต้องมาตามนัดทุกครั้ง ขั้นแรกนัดให้มาทุกสัปดาห์ ต่อมาทุก 2สัปดาห์ และเดือนละครั้งต้องกินยาอย่างเคร่งครัด ถ้าขาดยาแม้แต่สัปดาห์เดียวก็อาจเป็นอันตรายได้ต้องระวังการติดเชื้อให้มากผู้ป่วยที่จะผ่าตัด ต้องให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

 

แต่ที่สุดแล้ว การดูแลสุขภาพหัวใจให้ดีไว้เสมอ ย่อมดีกว่า ง่ายกว่า ประหยัดกว่า การรักษาให้กับมาดีเหมือนเดิม

 

 

ที่มา: 108health.com