Healthy Corner
Views  822
หยินหยาง กับโรคภัยไข้เจ็บ

 

 

 

 

ถ้าเรารู้ว่าโรคภัยไข้เจ็บคืออะไร เราก็จะรู้ถึงวิธีการรักษาได้โดยอัตโนมัติ โดยปกติแล้วร่างกายจะมีสุขภาพดีถ้าหากอวัยวะต่างๆทำงานอย่างถูกต้อง ร่างกายของเราถูกสร้างมาอย่างสมบรูณ์แบบ ทำให้เราใช้ชีวิตด้วยความประมาทจนทำให้ร่างกายเจ็บป่วยขึ้น

 

หากเราสังเกตสัตว์ต่างๆ เราจะพบว่าพวกมันมีสุขภาพดี เมื่อมันมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติอย่างอิสระ โดยไม่ถูกจับมาขังเป็นสัตว์เลี้ยง  พวกมันจะกินเมื่อมันหิว และหยุดกิน เมื่อมันอิ่มไม่ว่าอาหารที่มันกินจะน่ากินหรืออร่อยมากเพียงใด มันจะไม่กินจนเกินพอดี และจะไม่กินอาหารถ้ามันรู้สึกไม่สบาย สัญชาตญาณตามธรรมชาติสอนให้สัตว์ทำเช่นนั้น มนุษย์เราก็มีสัญชาตญาณเช่นนี้เหมือนกัน แต่ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้สัญชาตญาณบางอย่างหายไป

 

การแพทย์แผนจีนมี ประวัติมายาวนานมากว่าห้าพันปี  เกิดจากการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติ มีชีวิตอยู่สอดคล้องกับธรรมชาติ และมีการวิวัฒนาการมาตลอด แพทย์จีนในแต่ละยุคได้ทำการค้นคว้า ปฏิบัติ จดบันทึก สรุปเรียบเรียงจนกลายเป็นทฤษฏีที่ค่อยๆมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  จนกลายเป็นคลังทางปัญญาให้กับชนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบต่อกันมา

 

การแพทย์แผนจีนได้วางแนวทางหลักใน การรักษาผู้เจ็บป่วยไว้ 2ประการ ดังนี้

 

1. การรักษาแบบองค์รวม เป็นการรักษาที่ครอบคลุม เช่น หากมีอาหารอ่อนเพลีย หน้าตาซีดเซียว ปากซีด หมอจีนสมัยก่อนจะให้กินสมุนไพรที่มี สรรพคุณบำรุงเลือด หัวใจ และม้ามไปพร้อม ๆ กัน

 

2. การรักษาที่ดูจาก สภาพแวดล้อมภายนอกที่มากระทบ ลักษณะพื้นฐานของสุขภาพเดิมของแต่ละคน ซึ่งโดยปกติแล้วแพทย์จีนจะแบ่งพื้นฐานสุขภาพของคนออกเป็น 4แบบ คือ

 

- พวกหยางแข็งแรง คนกลุ่มนี้จะเป็น คนขี้ร้อน คล่องแคล่ว ตื่นเต้นได้ง่าย ชีพจรเต้นเร็ว ลิ้นมีสีแดง

- พวกหยินแข็งแรง คนกลุ่มนี้จะเป็น คนขี้หนาว มีนิสัยเรียบๆ ดูสงบนิ่ง อาจมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

- พวกหยางอ่อนแอ คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะนิสัยเป็นคนเก็บกด หน้าตาซีดเซียวเหมือนไม่ค่อยมีเลือด

- พวกหยินอ่อนแอ คนกลุ่มนี้จะรูปร่างผอมบาง อารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิดขี้โมโหง่าย

 

แพทย์ จีนได้กล่าวไว้ว่า การที่ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยเป็นเพราะการเสียสมดุล เนื่องจากเชื้อโรคหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง จนทำให้ร่างกายมีหยินหรือหยางมากเกินไป เมื่อร่างกายเสียสมดุลจะส่งผลให้อารมณ์เสียสมดุลตามไปด้วย ดังนั้น การรักษาของแพทย์จีนจึงเน้นไปที่การปรับสมดุล เพราะสมดุลเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดี การปรับสมดุลของแพทย์แผนจีนมีหลายวิธี แต่วิธีที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดี เช่น

 

การฝังเข็ม เป็นวิธีการใช้เข็มเล่มเล็กๆ บางๆ ฝังลงไปตามจุดต่างๆ ของร่างกาย การฝังเข็มแบบนี้จะช่วยบำบัดอาการปวดหัวเรื้อรังแบบไม่รู้สาเหตุ ปวดไมเกรน ปวดเส้นประสาท ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือนในบางรายยังอาจช่วยรักษาภูมิแพ้ หอบหืด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ทำให้คลายเครียด และนอนหลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การฝังเข็มยังช่วยให้เลือดลมเดินดี ผิวพรรณผ่องใส ลบเลือนริ้วรอยอีกด้วย

 

การใช้สมุนไพร ชาวจีนโบราณได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการใช้สมุนไพรบำบัดโรค การใช้สมุนไพรของชาวจีนมีทั้งแบบที่ใช้เดี่ยวๆ เช่น การชงเป็นชา หรือใช้สมุนไพรหลาย ๆ ตัวมาเข้าเป็นตำรับยา หรือใช้ประกอบลงในอาหารหรือดองเหล้า การใช้สมุนไพรหลายๆ ตัวมาประกอบกัน ก็เพื่อปรับฤทธิ์และสรรพคุณของสมุนไพรให้สมดุล เพื่อให้ได้สรรพคุณตามต้องการใช้สมุนไพรเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบไหลเวียนของเลือดลมแล้ว ยังช่วยปรับสภาวะร้อนหรือเย็นเกินไปของร่างกายอีกด้วย จึงอาจพูดได้ว่า สมุนไพรจีนให้สรรพคุณทั้งการบำบัดและบำรุงในขณะเดียวกันการใช้ สมุนไพรปรุงร่วมกับอาหาร การปรับสมดุลโดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น เพราะรสชาติอาหารจะทำให้กินยาหรือสมุนไพรได้ง่ายขึ้น

 

 

ที่มา: thai-health.blogspot.com