Healthy Corner
Views  1110
ฮอร์โมนเพศหญิงในวัยทองกับโรคหัวใจ

 

 

 

 

เดิมที การวิจัยแบบติดตามดู (observational) ให้ผลไปในทางชักจูงให้เชื่อว่าหญิงที่กินฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือน จะช่วยลดความเจ็บป่วยจากโรคหัวใจด้วย ตัวอย่างเช่นงานวิจัยสุขภาพหญิง สรุปว่าหญิงกินฮอร์โมนเดี่ยว (เอสโตรเจน) ทดแทน จะลดความเสี่ยงการเกิดเหตุการณ์หัวใจขาดเลือด เช่น หัวใจวาย ได้มากกว่าพวกไม่กิน 0.45เท่า ถ้ากินฮอร์โมนคู่ (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) ลดความเสี่ยงได้ 0.22เท่า และมีงานวิจัยแบบติดตามดู ที่ตีพิมพ์แล้วอย่างน้อย 30รายการ ที่ให้ผลสรุปไปในทางเดียวกัน แต่งานวิจัยแบบติดตามดู มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแยกแยะปัจจัยกวน เช่น ผลของการกินยา อย่างยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาเบาหวาน ออกไปได้ ทำให้ยังเชื่อถือไม่ได้ว่าฮอร์โมนทดแทน ป้องกันการเกิดหัวใจขาดเลือดได้จริงหรือไม่

 

ต่อมาได้มีงานวิจัย HERS ซึ่งเป็นงานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่าง ได้ทำการสุ่มตัวอย่างหญิงหมดประจำเดือน 2,763คนที่รู้แน่อยู่แล้วว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้กินฮอร์โมนทดแทนทุกวัน กลุ่มหลังให้กินยาหลอก แล้วติดตามดูเป็นระยะเวลานานเฉลี่ย 4.1ปี พบว่าทั้งสองกลุ่มเกิดหัวใจวายและตายมากพอๆกัน เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นหลักฐานระดับที่ดีกว่าการวิจัยแบบติดตามดู จึงสรุปได้แน่ชัดว่า การกินฮอร์โมนทดแทน ไม่ช่วย ลดการตายหรือการเกิดหัวใจวายในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว

 

ต่อมาได้มีการวิจัยอีกครั้งหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กกว่า HERS ซึ่งสุ่มตัวอย่างจากหญิงหมดประจำเดือนให้กินฮอร์โมนทดแทนเดี่ยว (เอสโตรเจน) เปรียบเทียบกับยาหลอก พบว่า พวกที่กินฮอร์โมน เกิดหัวใจวาย เกิดอัมพาต และตาย เท่ากับ พวกที่กินยาหลอกเช่นกัน จึงสรุปได้ว่าฮอร์โมนนอกจากจะป้องกันการเกิดหัวใจวายไม่ได้แล้ว ป้องกันการเกิดอัมพาตก็ไม่ได้ด้วย

 

ต่อมามีการวิจัยขนาดใหญ่เพื่อดูประสิทธิภาพของฮอร์โมนต่อการยับยั้งโรคหัวใจ โดยจับผู้หญิงสวนหัวใจวัดความตีบของหลอดเลือดก่อน แล้วแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินฮอร์โมน อีกกลุ่มหนึ่งให้กินยาหลอก อีกประมาณ 3.2ปีต่อมาเอามาสวนหัวใจแล้ววัดความตีบของหลอดเลือดดูใหม่ พบว่าทั้งสองกลุ่มมีการดำเนินของโรคพอๆกัน คือฮอร์โมนไม่ได้ช่วยให้หลอดเลือดตีบช้าลง

 

ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนแปะผิวหนังเปรียบเทียบกับแปะยาหลอก กลับพบว่าพวกที่แปะฮอร์โมนเกิดหัวใจวายและตายมากกว่าพวกแปะยาหลอก จนต้องเลิกงานวิจัยกลางคัน

 

และยังมีหลักฐานจากงานวิจัย CARS (Coumadin-Aspirin Reinfarction Study) ซึ่งตั้งใจวิจัยเรื่องอื่นแต่วิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหญิงที่ตั้งต้นกินฮอร์โมนขณะวิจัย 524คน จากหญิงทั้งหมด 1,857คน เกิดหัวใจวายมากกว่าหญิงที่ไม่ได้กินฮอร์โมน หลักฐานที่ว่าฮอร์โมนมีโทษเมื่อเริ่มกินนี้เกิดขึ้นในอีกงานวิจัยหนึ่งด้วย จึงค่อนข้างจะมีน้ำหนักว่าฮอร์โมนเมื่อเริ่มกินมีโทษมากกว่าคุณประโยชน์

 

มีแต่หลักฐานว่าฮอร์โมนไม่ดี แล้วที่ว่าดีมีบ้างไหม มีเหมือนกัน แต่มีน้อยกว่า เช่นการศึกษาแบบติดตามดูผู้ป่วยหลังเกิดหัวใจวายพบว่าพวกที่กินฮอร์โมนตายน้อยกว่าพวกไม่กิน

 

แต่เมื่อสรุปรวมโหลงโจ้งแล้วคำแนะนำที่ดีที่สุดคือไม่ควรกินฮอร์โมนเพื่อป้องกันโรคหัวใจ เพราะมันป้องกันไม่ได้ ส่วนคนที่กินอยู่แล้วจะเลิกกินดีหรือไม่นั้นให้พิจารณาว่ากินฮอร์โมนเพื่ออะไร (บางคนกินเพื่อให้เป็นสาวสองพันปีที่ยังเต่งตึง บางคนกินเพื่อป้องกันกระดูกพรุน) แล้วชั่งน้ำหนักประโยชน์ที่อยากได้กับข้อเสียที่ว่าทำให้ตายจากโรคหัวใจมากขึ้น โดยพิจารณาร่วมกับความชอบส่วนบุคคลด้วย ถ้าชอบก็กิน ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน พูดง่ายๆว่าหลักฐานสนับสนุนมันก้ำกึ่ง ดีนิด เสียหน่อย ถ้าคุณอยากกินก็ต้องยืนยันกับแพทย์เองว่าจะกิน เพราะแพทย์เดี๋ยวนี้ต้องตามใจคนไข้อยู่แล้ว บางทีตัวแพทย์เองก็มีความนิยมส่วนตัว ถ้าคุณเลือกแพทย์ให้ถูกก็จะได้รับการรักษาที่คุณอยากได้ อย่างเช่นถ้าไปหาหมอหัวใจหรือหมอเต้านมละก็เขาสั่งหยุดฮอร์โมนของคุณทันทีแทบจะเป็นอัตโนมัติ แต่ถ้าไปหาหมอสูตินรีเวชเขาจะเชียร์ให้กินฮอร์โมนแทบจะแน่นอน คุณเลือกช็อพหมอเอาได้ตามใจชอบ ทั้งนี้ตัวเราเองต้องบอกแพทย์ว่าเรายอมรับความเสี่ยงโอกาสเกิดโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งว่าจริงๆแล้วก็เพิ่มขึ้นนิดเดียว) เพื่อประโยชน์ที่เราอยากได้ จะเป็นเรื่องป้องกันกระดูกพรุนหรือเพื่อความเต่งตึงก็แล้วแต่

 

 

บทความโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ที่มา: health.co.th