Healthy Corner
Views  2182
เปิดผลวิจัยมะลิซ้อนมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด

 

 

 

 

นายภานุกิจ กันหาจันทร์ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาฤทธิ์สารสกัดมะลิซ้อนต่อการขยายตัวของหลอดเลือดแดงหนูเร็ท พบว่า มีประสิทธิภาพสูงเหมาะที่จะพัฒนาต่อเพื่อใช้เป็นสารเสริมอาหาร สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดแข็งตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยความดันสูง

 

ทั้งนี้ รายงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่า สารสกัดจากมะลิพวงมีศักยภาพทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายตัว และมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ ดังนั้น จึงสนใจศึกษาสมุนไพรไทยหลายชนิด กระทั่งพบว่า มะลิซ้อนของไทยมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับมะลิพวง

 

ประกอบกับตำรับยาโบราณระบุถึงการใช้ดอกมะลิซ้อนรักษาโรคหลายชนิด เช่น เยื่อบุตาอักเสบ การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับเสมหะ หอบหืด โดยเฉพาะใช้บำรุงหัวใจ เนื่องจากมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2550พบมากถึงราว 2ล้านคน หรือใน 10คนจะพบ 1คน นับเป็นความหวังในการพัฒนาสารตั้งต้นชนิดใหม่ใช้ป้องกันโรคดังกล่าว

 

การทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดมะลิซ้อนกับหลอดเลือดช่องอกของหนูขาว พบสารสกัดจากดอกมะลิซ้อนมีประสิทธิภาพขยายหลอดเลือดเพิ่ม 40%เมื่อเปรียบเทียบกับยารักษาขยายหลอดเลือดในท้องตลาด" เจ้าของผลงานวิจัยกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยพื้นฐานให้เป็นผลิตภัณฑ์นั้น จะเป็นหน้าที่ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเกี่ยวกับการแยกองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัด เพื่อนำมาวิเคราะห์จัดกลุ่มของสารสำคัญ รวมถึงศึกษาในรายละเอียดต่อไป เช่น การบีบตัวของหัวใจ ผลต่อเกล็ดเลือด ซึ่งมีมาตรฐานในการศึกษาอยู่

 

ดร.ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล นักวิชาการฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวว่า อย่างที่รู้กันดีจากภูมิปัญญาชาวบ้านว่า พืชสมุนไพรหลายชนิดมีศักยภาพในการรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็น ดอกพิกุล มะลิ ที่นำมาใช้มากขึ้นแต่ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยัน

อย่างไรก็ตาม สารสกัดทุกตัวที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ จำเป็นต้องศึกษาความเป็นพิษก่อน และสารสกัดมะลิซ้อนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เกิดพิษ และมีความปลอดภัยสูง

 

สารสกัดจากมะลิซ้อนจะถูกใช้เป็นสารมาตรฐาน ตามกลไกการออกฤทธิ์ที่ยืนยันได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนความหวังที่จะนำมะลิซ้อนมาทำเป็นยารักษาโรคหัวใจนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ยาก เพราะต้องใช้เวลานาน นักวิชาการ วว. กล่าวและว่า ปกติสารที่สกัดจากดอกไม้จะต้องใช้ดอกแห้ง ถ้ามะลิที่เหลือจากการไหว้พระ สามารถนำมาใช้สกัด ทำเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ปรับสมดุล ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงหัวใจ ซึ่งราคาต้นทุนการผลิตไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่นที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

 

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งจากโครงการการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมกับ 29 มหาวิทยาลัย งานวิจัยสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ วว. สนับสนุน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ยอมรับสูตรยาสมุนไพร หากไม่มีข้อพิสูจน์ที่ยืนยันได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นหากมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันจะสามารถเพิ่มมูลค่าของสมุนไพรได้มากขึ้น

 

 

ที่มา: thaihof.org