Healthy Corner
Views  3533
แพทย์ถก คีเลชั่นปลอดภัยหรือไม่

 

 

 

 

จากที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน ในฐานประธานคณะกรรมการคัดกรองศาสตร์การแพทย์ทางเลือก ออกมาแถลงข่าวว่าการรักษาด้วยการทำคีเลชั่น หรือการฉีดสาร ethylene-diamine-tetra-acetic acid (EDTA) ผ่านหลอดเลือดดำเข้าไปรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเดิมวิธีนี้เป็นวิธีการรักษาที่มาตรฐานในกรณีการรักษาผู้ป่วยโรคพิษโลหะสะสมในร่างกาย เช่น ผู้ป่วยที่ทำงานในเหมือง หรือผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่เหมือง แต่มีแพทย์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามันสามารถสลายแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจได้ โดยนพ.วิชัยระบุว่าจากการศึกษาพบว่า ยังไม่มีประเทศใดหรือสมาคมการแพทย์แห่งใดรับรองวิธีการดังกล่าว ในประเด็นของการรักษาโรคอื่นๆ นอกเหนือจากการรักษาโรคพิษโลหะหนักสะสมในร่างกาย และเป็นวิธีที่มีความเสี่ยง ปรากฏว่า มีผู้ทำแล้วไตวาย รวมถึงมีอาการแพ้อื่นๆ นั้น

      

สมาคมแพทย์คีเลชั่นแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าวโต้กลับ นพ.วิชัย โชควิวัฒน โดย นพ.บัญชา แดงเนียม คณะกรรมการสมาคมแพทย์คีเลชั่นประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านคีเลชั่นเทอราพี กล่าวว่า ตนเองจบการศึกษาด้านคีเลชั่นจากทั้งในออสเตรเลีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา จะเรียกว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ตอบไม่ได้ แต่อยากให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอง ที่ผ่านมา ก็เปิดอบรมความรู้ด้านคีเลชั่นให้แพทย์ที่สนใจมานานแล้ว จำนวนแพทย์ที่เคยผ่านการอบรมจากตนเองก็มีกว่าสองร้อยคน นอกจากนี้ ยังเคยไปเลกเชอร์ที่ต่างประเทศเรื่องคีเลชั่น ซึ่งถือเป็นการรักษาทางเลือกที่ธรรมดามากในต่างประเทศ

      

 “ตามที่คณะกรรมการคัดกรองศาสตร์การแพทย์ทางเลือกออกมาแถลงข่าวว่าคีเลชั่นเป็นการรักษาสารพัดโรคที่ไร้หลักฐาน และไม่มีงานวิจัยหรือสถาบันใดรองรับว่าได้ผลนั้น ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่าการรักษาแบบคีเลชั่นได้ผล โดยระบุว่า คีเลชั่นสามารถรักษาการสะสมของโลหะหนักในร่างกายได้ ซึ่งเป็นงานวิจัยตั้งแต่ปี 1950คือ 60ปีมาแล้วที่ยอมรับกัน ของไทยเองก็มีการเปิดอบรมโดยกรมพัฒนาการแพทย์ทางเลือก ก็มีจัดอบรม ผมอบรมแพทย์ไปสักสองร้อยกว่าคนได้ การออกมาแถลงข่าวแบบนี้ของคณะกรรมการคัดกรองฯ ทำให้ประชาชนสับสนว่า ทำไมการแพทย์ทางเลือกที่กรมการพัฒนาการแพทย์ทางเลือกเปิดอบรม กลายเป็นศาสตร์การรักษาที่ไร้หลักฐานรองรับไปได้ ซ้ำการแถลงข่าวเช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ถือเป็นการดูหมิ่นแพทย์คีเลชั่น และถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอีกด้วย”

 

นพ.บัญชา กล่าวต่อว่า ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในทีมคณะกรรมการคัดกรองฯ แทบไม่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก หรือคีเลชั่น อยู่เลย อาจทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณา ทางที่ดีหากจะตั้งกรรมการแบบนี้ต้องมาจากสามฝ่าย คือ จากภาครัฐโดยแพทย์ที่เปิดใจกว้างและไม่มีอคติ มีความรู้ด้านศาสตร์การแพทย์ทางเลือกดีพอสมควร จากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านคีเลชั่น และภาคประชาชนที่มีสิทธิเลือกการรักษาให้ตัวเอง

 

“ในเมืองไทยมีคนทำคีเลชั่นเป็นหมื่นคนนะครับ มีทำอย่างกว้างขวางทั้งในโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ยังไม่เคยปรากฏเลยว่ามีผู้ป่วยไตวายหรือมีอาการแพ้ อย่างมากที่สุด ก็คือ ปวดเมื่อย หรือคันเป็นผื่น เนื่องจากสารพิษที่ถูกขับออกมา จริงๆ วิธีนี้มันก็คือ การ Detox นี่เอง แต่มันทำผ่านเส้นเลือด ถามว่า มีความเสี่ยงไหม พาราเซตามอลยังมีความเสี่ยงเลย กินมากไปตับวาย ขับรถก็เสี่ยงนะครับ ส่วนเรื่องงานวิจัยที่อเมริกาทำอยู่ นั่นก็คือการวิจัยของอเมริกา แต่เท่าที่ได้ข้อมูลมาจากหนังสือ Bypassing Bypass ของ Dr.Cantan ระบุว่า คนอเมริกันที่รอการทำบายพาสที่ตัดสินใจทำคีเลชั่นประมาณ 80%ไม่ต้องทำบายพาสหัวใจ ยิ่งในเยอรมันนี่การทำคีเลชั่นถือเป็นเรื่องปกติมาก มีเคสผู้ป่วยเบาหวานต้องถูกตัดขา แพทย์แผนปัจจุบันลงความเห็นว่าต้องตัดขา แต่พอทำคีเลชั่นสิบครั้งก็ปรากฏว่าไม่ต้องตัดขา”

 

“ในเมืองไทยมีรักษามากได้ผลค่อนข้างดี จริงๆ มีผู้ใหญ่ที่อนุญาตให้อ้างชื่อได้ คือ นายอนันต์ ฉายแสง บิดาของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ท่านมีอาการบ้านหมุน ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง มึนงง คุณจาตุรนต์พามารักษาเมื่อสามปีก่อน ตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดแข็งด้วย ค่าความแข็งปกติอยู่ที่ 5-15แต่ของคุณอนันต์ขึ้นไป 60กว่า หลังทำคีเลชั่น ผ่านไปสิบครั้งปรากฏค่าความแข็งหลอดเลือดลงเหลือ 20สามารถเดินได้เป็นปกติ ส่วนเรื่องราคา สมาคมก็พยายามจะคุมให้อยู่ในราว 3,000-4,000บาทต่อครั้ง เพราะมีต้นทุนน้ำยา EDTA ที่หลอดหนึ่งราวๆ พันบาท การทำถ้าเป็นต่างประเทศเขาจะให้ทำ20ครั้งรวด แต่ของเราบางครั้งก็ 5ครั้งหรือ 10ครั้งก็เห็นผล จะเป็นคนไข้ที่มาขอทำต่อเองมากกว่า”

 

ด้าน นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ระบุว่า ในวงการแพทย์โรคหัวใจ จะอ้างอิงข้อมูลที่ค่อนข้างทันเหตุการณ์เป็นหลัก ข้อมูลที่นำมานำเสนอนี้เป็นข้อมูลวิชาการที่เพิ่งตีพิมพ์ในปีนี้ทั้งสิ้น

 

“ตอบไม่ได้ว่าวิธีการทำคีเลชั่นจะได้ผลหรือเปล่า แต่ที่อเมริกาขณะนี้มีการทำวิจัยขนาดใหญ่ เรียกว่า Tact เป็นงานวิจัยบริสุทธิ์ในแง่วิชาการด้านหัวใจ จัดทำโดยกลุ่มแพทย์โรคหัวใจและสมาคมการแพทย์ทางเลือกอเมริกา ใช้อาสาสมัครผู้ป่วยหัวใจที่มีประวัติ Heart attack 3200ราย แบ่งรักษาปกติและรักษาด้วยคีเลชั่น ซึ่งงานวิจัยจะคลอดปีหน้า วงการแพทย์หัวใจบ้านเรากำลังรออ่านงานวิจัยตัวนี้ครับ ในโรงเรียนแพทย์ไม่มีการพูดถึงคีเลชั่นนอกเหนือไปจากบริบทของการรักษาพิษโลหะหนักที่เป็นการรักษามาตรฐาน เรารอเปเปอร์ผลวิจัยของ Tact ตัวนี้ครับ ยังไม่มีใครพูดอะไร แต่ที่ถูกต้องก็คือ ผู้ป่วยจะต้องมีสิทธิได้รับรู้ความเสี่ยงจากการรักษาวิธีนี้ ตราบใดที่ผลวิจัยยังไม่ออก แน่นอนครับมันมีความเสี่ยง ทุกอย่างมีความเสี่ยง ดังนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบ”

นพ.ชัชดนัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้โรคหลอดเลือดหัวใจที่พบมากมีสองประเภทคือ มีตระกรันสะสมในหลอดเลือดจนผนังหลอดเลือดหนา เลือดเดินไม่สะดวก ผู้ป่วยประเภทนี้ถือว่าไม่ฉุกเฉินมากนัก สามารถเลือกทำคีเลชั่นได้ แต่ในผู้ป่วยอีกประเภทหนึ่งที่มีภาวะ Acure Coronary Syndromt หรือหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ที่มีลักษณะการเกาะของตะกรันที่บริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจแบบไม่มาก แต่มีรอยแผลปริที่บริเวณนั้น ทำให้ร่างกายสร้างก้อนเลือดมาอุดจนเลือดเดินไม่ได้ อันนี้อันตราย อยู่ๆ จะหัวใจวายได้เฉียบพลัน ผู้ป่วยประเภทนี้รอไม่ได้ ต้องรับการรักษาแบบมาตรฐาน ไม่แนะนำให้ทำคีเลชั่น

      

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมแพทย์คีเลชั่นไทยจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องขอปรับเปลี่ยนคณะกรรมการคัดกรองศาสตร์การแพทย์ทางเลือก และขอให้ทบทวนการทำงานของคณะกรรมการด้วย

 

 

ที่มา: cmat.or.th