Healthy Corner
Views  1274
โรคฮิตติดจากโรงเรียน

 

 

 

การที่เด็กๆ อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากอย่างที่โรงเรียน ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับน้ำมูกหรือน้ำลายของเพื่อนที่เจ็บป่วย อีกทั้งมีโอกาสเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกันง่ายขึ้นด้วย คุณพ่อคุณแม่ลองมาติดตามไปพร้อมๆ กันเลยว่าจะรับมือกับโรคติดต่อเหล่านี้อย่างไร

 

หวัด เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้นและอาจเจ็บป่วยจนถึงขั้นเป็นหวัดเรื้องรังหรือเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ ไซนัสและหูชั้นกลางอักเสบตามมาได้

 

สาเหตุและการติดต่อ : ไข้หวัดในเด็กส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างได้ง่าย โดยผ่านน้ำมูก ไอ จาม และละอองฝอยที่มีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุผิวต่างๆ ของคนรอบข้างและก่อให้เกิดโรคได้

 

อาการ : ลูกจะมีไข้ ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ เสียงแหบร่วมด้วย ปกติมักจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าหากมีอาการป่วยนานมากกว่านั้น ต้องสงสัยว่าอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ควรพาไปพบคุณหมอโดยเร็ว

 

การดูแลรักษา : เป็นเพียงการรักษาประคับประคองตามอาการ ถ้าลูกมีไข้ควรเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ ยาลดไข้ที่เหมาะสมคือ พาราเซตามอล สามารถให้ได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ในช่วงที่มีไข้ ส่วนน้ำมูกและเสมหะถ้าลูกโตควรให้สั่งออกหรือบ้วนทิ้ง แต่หากเป็นลูกเล็กคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ลูกยางแดงดูดออกได้และอย่าลืมให้ลูกดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะทำให้เสมหะอ่อนนุ่มง่ายต่อการขับออกมา และควรให้ลูกรับประทานอาหารอ่อนๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือถ้าสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

 

การป้องกัน : ไม่ควรส่งลูกเข้าเรียนก่อนวัยอันควร พยายามให้ลูกอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและสะอาด ถ้าลูกอยู่ในวัยที่ไปโรงเรียนแล้วอาจจะให้ลูกหยุดเรียนเพื่อป้องกันการนำเชื้อหวัดไปแพร่กระจายสู่เพื่อนและลดโอกาสรับเชื้อหวัดเพิ่ม หรือถ้าจะยังคงไปโรงเรียนก็ควรใช้ผ้าสะอาดปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม ส่วนผู้ดูแลควรทิ้งกระดาษที่ใช้เช็กน้ำมูกหรือเสมหะลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ที่สำคัญควรล้างมือก่อนและหลังสัมผัสกับผู้ที่เป็นหวัดทุกครั้ง


สุกใส เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยติดต่อง่าย มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ และเด็กจำเป็นต้องหยุดเรียนประมาณ 1-2 สัปดาห์

สาเหตุและการติดต่อ : เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสุกใส ซึ่งแพร่เชื้อติดต่อกันในทางการหายใจ หรืออาจติดต่อจากการสัมผัสตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

อาการ : เด็กจะมีไข้ อ่อนเพลีย และปวดเมื่อยตามตัวนำมาก่อนประมาณ 1-2 วัน หลังจากนั้นจะมีผื่นขึ้นเริ่มจากลำตัวแล้วกระจายไปที่ใบหน้า ศรีษะ แขนและขาลักษณะของผื่นจะเริ่มจากผื่นราบสีแดงแล้วกลายเป็นผื่นนูนและตุ่มน้ำใสจนกระทั่งกลายเป็นตุ่มหนอง หลังจากนั้นจะตกสะเก็ดมักเห็นผื่นหลายๆ ระยะในบริเวณเดียวกัน

 

ดูแลรักษา : ให้การรักษาตามอาการถ้าลูกมีไข้ก็ให้กินยาลดไข้และเช็ดตัว หรือ ถ้าคันมากก็ให้ยาแก้คัน ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณผิวหนังที่เป็นผื่นเพื่อลดการติดเชื้อแบทีเรียซ้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

การป้องกัน : โรคสุกใสในเด็กปกติอาการมักไม่รุนแรง และหลักหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันจากโรคสุกใสไปตลอดชีวิตถ้าลูกยังไม่เคยเป็นโรคนี้ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นสุกใส หรือให้วัคซีนป้องกันโรคแต่ราคาค่อนข้างแพงและไม่สามารุป้องกันโรคได้ 100% ควรพิจารณาถึงความจำเป็นหลัก ส่วนการลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นนั้นทำได้โดยให้เด็กที่ป่วยหยุดเรียนจนกว่าผื่นจะแห้งตกสะเก็ดหมด ซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ร่วมกันกับบุคคลที่ยังไม่เคยเป็นโรคหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้


ตาแดง เป็นโรคที่พบบ่อยและติดต่อกันได้ง่ายในเด็กที่อยู่ร่วมกันหลายๆ คน

สาเหตุและการติดต่อ : มีทั้งที่เกิดจากการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อและติดเชื้อ สำหรับการติดเชื้อนั้นเกิดได้จากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย พยาธิและโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งจะติดต่อด้วยการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยทั้งทางตรงทางอ้อม

 

อาการ : ถ้าเป็นตาแดงจากเชื้อไวรัสมักจะมีเยื่อบุตาบวม ระคายเคืองตามีน้ำใสๆ ไหล บางรายพบว่าต่อมน้ำเหลืองด้านหน้าใบหูโตแต่ถ้าตาแดงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียมักจะมีอาการตาแดงจัด ขี้ตาจะมีสีเขียวออกเหลืองคล้ายหนอง บางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย

 

การดูแลรักษา : การดูแลเรื่องตาแดงคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยให้ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่จะได้รักษาให้ทางถูกทาง ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัสประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะหายเอง แต่ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียคุณหมอก็จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอด

 

การป้องกัน : หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับ ขี้ตา น้ำตา และไม่ใช้สิ่งของกับผู้ที่เป็นตาแดง ถ้าเด็กยังไม่ควบคุมการแพร่เชื้อได้ก็ควรให้หยุดเรียนก่อน


เริม คือ โรคผิวหนังที่ติดต่อจากการสัมผัส

สาเหตุและการติดต่อ : มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเริม การติดเชื้ออาจเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่ปกติหรือเกิดซ้ำเติมบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลอยู่แล้วก็ได้ การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสเชื้อโรคบริเวณรอยแผลโดยตรง

 

อาการ : มักพบผื่นชนิดตุ่มน้ำใสซึ่งสามารถเกิดที่ผิวหนังส่วนใดก็ได้ของร่างกายมักมีอาการปวดแสบปวดร้อน ต่อมาผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนองที่แตกได้ง่ายมากในเวลาอันรวดเร็ว น้ำเหลืองที่แตกออกมาจะแห้งกลายเป็นสะเก็ด

 

การดูแลรักษา : จะรักษาตามอาการแต่ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องคุณหมอจะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเพื่อลดความรุนแรงของโรค

 

การป้องกัน : การป้องกันการแพร่เชื้อสำหรับโรคนี้ไม่จำเป็นต้องให้ลูกหยุดเรียนแต่ทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นหรือแผลพุพองดังกล่าว และที่สำคัญคือต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากที่สัมผัสผู้ป่วย

 

 

ที่มา: elib-online.com