Healthy Corner
Views  947
แอปเปิ้ล ลดน้ำตาลและความอยากอาหาร

 

 

 

 

เชื่อมั้ยว่า แอปเปิ้ลสามารถลดน้ำตาลและความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี แถมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกนับไม่ถ้วนช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด

 

แอปเปิ้ลมีสารสำคัญ คือ

 

เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ขนิดละลายน้ำ ที่มีชื่อว่า เพคติน และยังมีกรด 2ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน แต่ที่น่าสนใจสำคัญสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลายคือเจ้าตัวเพคติน นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักและลดโคเลสเตอรอลว่ากันว่าคุณหิวจัดแต่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร

 

แอปเปิ้ลเพียงหนึ่งลูกจะช่วยลดความหิวได้เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือ อ่อนเพลีย

 

แอปเปิ้ล 2-3ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลการวิจัยชี้ว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมันและแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้นและพาทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย และยังพบว่าแอปเปิ้ลลดโคเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ขาย

 

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปอาหารแต่ละชนิดจะถูกย่อยสลายและดูดซึมผ่านผนังกระเพาะลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะเพิ่มช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของอาหารนั้น ๆ เช่น ถ้ารับประทานน้ำผึ้ง น้ำตาลในเลือดจะขึ้นอย่างรวดเร็วในทันที แต่สำหรับแอปเปิ้ลถึงแม้จะมีน้ำตาลธรรมขาติในเนื้อแอปเปิ้ลมาก แต่ก็ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับอาหารจำพวกถั่ว

 

คนที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ๆ จะมีโอกาสเกิดเบาหวานต่ำกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย และสำหรับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ไฟเบอร์จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย แอปเปิ้ลมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำสูงมาก จึงเหมาะสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน และมีรายงานระบุว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์มาก จะเกิดอาการความดันโลหิตสูงได้ยากกว่าคนทีรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย

 

 

ที่มา: fearfatclub.com